
ระบบ Conventional หรือ บางคนอาจจะเรียกว่า Hard-wire เป็นระบบที่มีการแจ้งเตือนแบบระบุเป็นโซน ซึ่งการแบ่งโซนการแจ้งเตือนจะขึ้นอยู่กับการออกแบบและการเดินสายสัญญาณมายังตู้ควบคุม ยกตัวอย่าง เช่น อุปกรณ์ตรวจจับ(Detectors) ตัวใดตัวหนึ่งที่อยู่ในแนวของสายสัญญาณนั้น ๆ มีการตรวจจับเหตุเกิดขึ้น จะส่งสัญญาณมายังตู้ควบเพื่อแจ้งเตือน และ แสดงผลตามลำดับโซนที่มีการเชื่อมต่อของสายสัญญาณ
หลักการทำงานของ Conventional Fire Alarm System (ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้แบบระบุโซน) หรือที่บางคนเรียกว่าระบบ Hard-wire มีหลักการทำงานที่เข้าใจง่ายและไม่ซับซ้อน ดังนี้\
- การแบ่งเขตพื้นที่ตรวจจับ (Zone-Based)
ระบบนี้จะใช้วิธีแบ่งพื้นที่ในอาคารออกเป็นส่วน ๆ หรือเป็น "โซน (Zone)" ตามการออกแบบและแนวการเดินสายสัญญาณ เช่น โซนชั้น 1, โซนชั้น 2 หรือโซนคลังสินค้า - การรับและส่งสัญญาณแจ้งเหตุ
- การเดินสายสัญญาณ: จะใช้การเดินสายแบบ Class B โดยใช้สายสัญญาณ 2 เส้น วิ่งจากตู้ควบคุม (FACP) ไปยังอุปกรณ์ตรวจจับ (เช่น Smoke Detector หรือ Heat Detector) ตัวต่าง ๆ ในโซนนั้น เรียงต่อกันไปจนถึงอุปกรณ์ตัวสุดท้าย
- จุดสิ้นสุดวงจร (End of Line): ที่อุปกรณ์ตัวสุดท้ายของโซน จะต้องติดตั้งตัวต้านทานสิ้นสุดวงจร (End of Line - EOL) เพื่อให้ตู้ควบคุมสามารถตรวจสอบได้ว่ากระแสไฟฟ้าในวงจรยังทำงานเป็นปกติ (สายไม่ขาดหรือชำรุด)
- เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้: หากอุปกรณ์ตรวจจับตัวใดตัวหนึ่งในโซนนั้นตรวจพบเขม่าควันหรือความร้อนสูงเกินเกณฑ์ อุปกรณ์จะเปลี่ยนสถานะตัวเองเพื่อทำให้กระแสไฟในวงจรเปลี่ยนไป ส่งสัญญาณกลับไปยังตู้ควบคุม
- การแสดงผลที่ตู้ควบคุม: ตู้ควบคุมจะส่งสัญญาณเตือนภัย และแสดงไฟ LED ระบุว่าเกิดเหตุที่ "โซนใด" (แต่จะไม่สามารถบอกระบุเป็นรายตัวได้ว่าคืออุปกรณ์ตัวไหนหรือพิกัดห้องไหนแบบเป๊ะ ๆ เหมือนระบบ Addressable)
ข้อดีของระบบ Conventional
- ติดตั้งง่าย: อาศัยเพียงการเดินสายสัญญาณที่ถูกต้องก็พร้อมใช้งานทันที ไม่จำเป็นต้องเขียนโปรแกรมตู้ควบคุมให้ยุ่งยาก
- ประหยัดงบประมาณ: ราคาของตู้ควบคุมและอุปกรณ์ตรวจจับมีราคาที่ไม่สูงเมื่อเทียบกับระบบอื่น ๆ
ข้อจำกัด
- ระบุตำแหน่งได้ไม่ละเอียด: บอกได้เพียงโซนที่เกิดเหตุเท่านั้น หากโซนนั้นกว้างมาก อาจทำให้ค้นหาต้นตอของเพลิงไหม้ได้ช้าลง (จึงมักแก้ปัญหาด้วยการติดไฟ Remote Indicator หน้าห้องพักเพื่อช่วยชี้เป้า)
- ความยืดหยุ่นต่ำ: จำนวนโซนจะถูกฟิกซ์ตายตัวตามขนาดของตู้ควบคุม (เช่น รุ่น 8 โซน หรือ 16 โซน) และจำกัดจำนวนอุปกรณ์ต่อโซน (เช่น ตรวจจับได้ไม่เกิน 32 อุปกรณ์ต่อ 1 โซน)
ระบบนี้จึงเหมาะสมที่สุดสำหรับอาคารขนาดเล็กถึงขนาดกลางที่มีการแบ่งสัดส่วนพื้นที่อย่างชัดเจน เช่น โฮมออฟฟิศ, ตึกแถว, โรงเรียน หรือหอพักขนาดเล็ก



อ้างอิง : https://www.numensthailand.com/